“เวนิส” นครกลางน้ำเมืองที่ใครก็ไม่อาจมองข้าม“เวนิส” นครกลางน้ำเมืองที่ใครก็ไม่อาจมองข้าม
100100

“เวนิส” นครกลางน้ำเมืองที่ใครก็ไม่อาจมองข้าม


เวนิช  Venice

เมืองที่ทำให้เราเหมือนต้องมนต์แห่งความโรแมนติก  แวววาวไปด้วยแสงระยิบระยับจากแสงสะท้อนของผิวน้ำอาจทำให้เราต้องตั้งคำภาพว่าที่ตั้งของนครแห่งนี้สรรสร้างมาจากธรรมชาติหรือโดยน้ำมือมนุษย์ผู้ที่ทะเยอทยานกันแน่??  

Venice-Italy-6

.

ธรรมชาติ + มนุษย์ สร้าง

             Venice หรือ Venezia ในภาษาอิตาเลียน  นครรัฐที่รุ่งเรืองขึ้นมาจากการค้าขายและมีอำนาจเหนือเส้นทางการเดินเรือในทะเลแถบนี้ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 9 ก่อนจะมาเป็นเวนิชที่เห็นในปัจจุบัน เดิมเวนิสเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่อยู่ติดกับทะเลอาเดรียตริก  ต่อมาทะเลสาบเกิดการตื้นเขินกลายเป็นเกาะเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาโดยมีความสูงกว่าระดับทะเลประมาณ 1 เมตร จึงได้มีการสร้างสะพานเหล็กเพื่อเชื่อมเกาะกับแผ่นดินใหญ่
             สิ่งก่อสร้างเก่าแก่ของเวนิสล้วนปลูกสร้างอยู่บนเสาเข็มไม้สนที่ตอกลงไปในดินลึกนับหมื่นต้น พระราชวังซึ่งสร้างในศตวรรษที่ 15 ก็ใช้เสาเข็มไปกว่า 4 หมื่นต้น  อย่างไรก็ดีภัยอันแท้จริงของเวนิสคือ แผ่นดินทรุด ใน ค.ศ 1920 แผ่นดินสูงกว่าระดับน้ำทะเล 65.5 เซนติเมตร อีก 50 ปีต่อมาเหลือพียง 48.3 เซนติเมตร ทุก ๆ ปีเฉลี่ยจมลง 4 มิลลิเมตร ถ้าอัตราการจมยังคงเป็นเช่นนี้อีกภายใน 120 ปีเวนิสต้องกลายเป็นเมืองบาดาลแทน  นี่ยังไม่รวมปัจจัยอื่นอย่างเช่นภาวะโลกร้อนทำให้น้ำทะเลมีปริมาณมากขึ้นอีกด้วย  ปัจจุบันเวนิชก็ได้พยายามแก้ปัญหาดังกล่าวอยู่
              หากย้อนสาเหตุที่ทำให้เมืองจมลงมีสาเหตุมาตั้งแต่สมัยชนชาติเวนิเตียน หลบภัยสงครามมาอยู่ที่เกาะเหล่านี้โดยได้ขุดบ่อสูบน้ำจืดขึ้นมาใช้อย่างมากมายทำให้น้ำใต้ดินลดลงเรื่อย ๆ และบ่อก็ต้องขึ้นลงไปเรื่อย ๆ โดยมีบ่อเช่นนี้ประมาณ 3,000 กว่าแห่ง จนรัฐบาลต้องแก้ปัญหาด้วยการสร้างท่อส่งน้ำประปาจากแผ่นดินใหญ่มายังเวนิส และประกาศปิดการใช้บ่อบาดาลทั้งหมดบนเกาะของเวนิส อีกทั้งยังมีการเติมน้ำใส่ลงไปในบ่อบาดาลอีกด้วยจากการกระทำดังกล่าวทำให้แผ่นดินสูงขึ้นด้วย ฟัง ๆ ดูแล้วน่าอัศจรรย์มากเลยนะครับ
         ทั้งนี้อาจสรุปได้ว่าเวนิสนั้นเป็นการสร้างสรรจากธรรมชาติและมนุษย์รวมกัน อีกทั้งการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนทำให้เมืองแห่งนี้นั่นมีเอกลักษณ์และโดดเด่นจนยากจะหาเมืองใดเสมอเหมือนได้เลยทีเดียว ถ้าเล่นใบ้คำผมว่าใบ้ได้ง่ายมาก เช่น เมืองที่ไม่มีรถ, เรือกอนโดล่า , โรแมนติค , เทศกาลหน้ากาก เอาเป็นว่าทายกันถูกตั้งแต่คำใบ้แรกละครับ

 

อะไรทำให้เวนิสน่าสนใจ

           1. เวนิสมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในด้านอุตสาหกรรมการต่อเรือ และเดินเรือทั้งในอดีตและปัจจุบัน เครื่องแก้วของเวนิสนั้นเบาที่สุดในโลก โคมไฟ แก้วเหล้า จาน ชาม เครื่องแก้วต่าง ๆ ที่ทำด้วยแก้วบางใสเหมือนน้ำทะเล บางชิ่นราคาถึงชิ่นละ 2,000 เหรียญสหรัฐ หากเป็นของเก่าก็จะมีราคาสูง  เวนิสมีโรงงานผลิตเครื่องแก้วกว่า 50 แห่ง มีช่างหัตถกรรมที่มีฝีมือกว่า 3,000 คน ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ  เฉพาะผลิตภัณฑ์จากแก้วที่ผลิตมีมูลค่าว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ
          2.สภาพทางภูมิศาสตร์  เกาะที่ใช้คลองแทนถนน  ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยเชื่อมร้อยด้วยสะพานต่าง ๆ
          3.สถาปัตยกรรมและงานศิลปะแขนงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเฉพาะจนทำให้เมืองแห่งนี้เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่ยังมีชีวิต ได้รับการออกแบบตกแต่งไว้อย่างหรูหราหมาศาลบานตะไท จนมีหลายประเทศเอาไป Copy และเป็นแรงบันดาลใจมากมายให้กับผู้คน มนต์เสน่ห์ของเวนิชแม้ไม่ต้องบรรยายอะไรแต่รับรองทุกคนมีภาพจำที่สุดแสนโรแมนติกให้ได้มโนกันแบบฟินเวอร์เบอร์ใหญ่
\\ พระตำหนัก 400 กว่าแห่ง
\\ โบสถ์ 120 แห่ง
\\ หอนาฬิกา 120 หอ
\\ วัด 64 แห่ง
หมายเหตุ : อาจมีจำนวนที่มากกว่านี้
         4.เทศกาล และอีกสีสันที่ไม่ควรพลาดก็คือ “เทศกาลหน้ากากในงานคาร์นิวัล” ที่ตระกาลตาจะเป็นรองก็แค่คาร์นิวัลของบราซิลเท่านั้น ( ของบราซิลนั้นก็ห้ามพลาดเพราะเป็นสาย Sexy)
5.ความสำคัญทางประวัติศาสตร์
               ประวัติศาสตร์ของเวนีซเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการตั้งถิ่นฐานของผู้อพยพจากเวเนโต  ด้วยทำเลที่ตั้งทำให้เวนีซกลายเป็นเมืองท่าแห่งการค้าขายกับเมืองต่าง ๆ เป็นรัฐอิสระมีผู้ปกครองเมือง คือ เจ้าผู้ครองนคร หรือ ดยุค หรือ ดอจ (Doge) ด้วยความมั่นคงของเมืองทำให้เวนิชเป็นที่หมายปองของอาณาจักรต่าง ๆ แต่ก็ไม่รอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นได้ทุกครั้ง ยกเว้นนโปเลียนเพียงคนเดียวที่ยดเวนิชได้  ปต่ก็ได้ปกครองในช่วงสั้น ๆ เท่านั้น
              เวนีซกลายเป็นสาธารรัฐที่เรืองอำนาจ  มีอาณาเขตแผ่ขยายไปถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางเหนือไปถึงเทือกเขาแอลป์  ในปี 1203 ดยุคเอนริโก  ดันโดโล (Enrico  Dandolo) ได้ยอมให้กองกำลังทหารครูเสดใช้ท่าเรือเป็นฐานในการนำกองเรือ 500 ลำเดินทางไปทำสงครามครูเสด  โดยมีข้อตกลงกันว่าจะต้องช่วยกันปล้นกรุงคอนสแตนติโนเปิล ผลก็คือเวนิซได้ส่วนแบ่งไป 1 ใน 4 ปัจจุบันสมบัตินี้ยังคงมีให้เห็นหรือจัดแสดงตามพิพิภัณฑ์  วังหรือโบสถ์วิหารต่าง ๆ ภายในเมือง
             ในปี 1271 มาร์โคโปโลได้ออกเดินทางไปเมืองจีนและกลับเวนิซ ในอีก 20 ปีต่อมา พร้อมกับเปิดตลาดการค้าเครื่องเทศและสิ่งทอจากโลกตะวันออก ในขณะที่เวนิซก็ผลิตสินค้าออกขายด้วย โดยเฉพาะสินค้าหรูหราราคาแพง เช่น เครื่องแก้วมูราโน ผ้าไหม ผ้าลูกไม้ เป็นต้น  สินค้าเหล่านี้ได้รับความนิยมไปทั่วยุโรปและเอเชีย  ทำให้ชาวเวนิซมีความมั่นคั่งจากการค้ายิ่งขึ้น มีเงินมีทองสร้างอาคารบ้านเรือนหรือวังได้งดงามอลังการตามยุคสมัย
             ผู้ครองรัฐก็ได้อุปถัมภ์ค้ำชูศิลปินทุกแขนงให้สร้างสรรค์ผลงาน ทำให้เกิดผลงานศิลปะแบบเวเนเซียนขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ  ซึ่งในปัจจุบันยังคงพบให้ได้เห็นโดยทั่วไปทั้งที่ปรากฏอยู่บนสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้าง ผลงานศิลปะ ศิลปินที่มีชื่อเสียงของเวนิซคือ โจวันนี เบลลีนี, ทิเชียน, ตินโตเรตโต, กานาเลตโต, จอร์เจโน, เปาโล, เวโรเนเซ
อีกทั้งเมืองเวนิซยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับกวี และนักเขียนมากมาย หลาย ๆ เรื่องอาทิ
                    – The Merchant of Venice ของวิลเลียม เชกสเปียร์ สุดยอดกวีชาวอังกฤษ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) ทรงแปลในชื่อเรื่อง “เวนีซวานิช”
                    – Daath in Venice ของ โทมัส  มันน์
                    – Casanova  ของ ลิเดีย เฟลม  จนคำว่า “คาสโนว่า”  กลายมาเป็นคำที่ใช้เรียกผู้ชายเจ้าชู้หรือเสือผู้หญิง
เวนิซได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลีในยุคการรวมชาติเมื่อปี ค.ศ 1866 แม้ว่าการค้าขายไม่เฟื่องฟูเหมือนเมื่อครั้งในอดีต  แต่สิ่งที่รุ่งเรืองสุกขีดทุกวันนี้ก็คือรายได้จาการท่องเที่ยว   ซึ่งแต่ละปีประมาณว่ามีนักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางมาเวนิซไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคน
แต่ผมขอเพิ่มข้อมูลให้อีกนิดแล้วกันนะครับ ว่าตามตรอกของนครเวนิชซ่อนร้านที่น่าสนใจให้คุณได้ซื้อของกันอย่างเพลินเพลิดจนอาจทำให้หลงทาง ดีนะที่โลก มี Google Map (เวนิชมีซอยประมาณ 3,000 ซอย
             เวนิสแบ่งออกเป็น 6 เขต โดยมีคลองใหญ่หรือ Grand Canel ผ่านกลางเมือง เขตที่มีคนไปเที่ยวมากที่สุดคือ San Marco โดยมีจัตุรัสใหญ่บริเวณปากน้ำเป็นจุดสำคัญที่ต้องไปเยือน อีกจุดที่นิยมไปกันมากคือ สะพาน Rialto เป็นสะพานข้าม Grand Canel ที่เชื่อมระหว่างเขต  คือ San Marco  กับ San Polo

Tips:

  • ที่พักในเวนิสมีหลากหลายราคาถ้าอยู่บริเวณ San Marco มีราคาสูงตั้งแต่ 200-800 ยูโรขึ้นไป แต่ถ้าต้องการประหยัดควรพักบริเวณสถานีรถไฟราคาตกประมาณ 60-120 ยูโร
  • เดือนที่น่าท่องเที่ยวสำหรับคนไทยคือช่วงพฤษภาคมถึงสิงหาคม เพราะอากาศไม่เย็นนัก
  • ที่เวนิสการเดินทางใช้การเดินและเรือ เพราะตัวเมืองมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เรือโดยสารที่นี่มีตลอดคืนถ้าเป็นอัตราเหมา 24 ชั่วโมง จะราคา 12 ยูโร นอกจากนี้ยังมี Water Taxi บริการอีกด้วย
  • การนั่งเรือโดยสาร หรือ ACTV จากสถานีรถไฟมายัง San Marco มีเรือ 2 สาย สายที่ 1 แบบหวานเย็น กับสาย 82 ที่เร็วกว่าแต่อาจจะต้องต่อเรือเป็นทอด ๆ
  • ค่าบริการเรือกอนโดล่า อยู่ประมาณ 70 ยูโร  ต่อ 45 นาที
  • อาหารเวนิส  ราคาค่อนข้างสูงสักเล็กน้อยและมักเป็นเมนูสำหรับนักท่องเที่ยว ถ้าจะทานแบบพื้นถิ่นลองแวะไปที่ร้าน Trattoria Alla Rivetta ตรงเชิงสะพานใกล้กับจัตุรัส San Marco  ออกไปทางเขต  Castello
  • ไอศกรีมหรือ Gelato เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรพลาด โดยเฉลี่ยแล้วก็อร่อยทุกร้าน แต่อยากให้ลองที่ร้าน Paolin บริเวณจัตุรัส San Stefano ในเขต San Marco
  • ที่เวนิสมีบ้านของโรมิโอและจูเลียตอยู่ ส่วนหลุมศพของทั้งคู่เรียกว่า Tom ba di Giulietta  บนถนน Via del Pontiere
  • ของขึ้นชื่ออีกอย่างของเวนิส คือแก้วมูราโน
  • ถ้าอยาก Shopping แบรนด์อิตาลีดัง ๆ จะอยู่ถนนด้านที่ติดกับจัตุรัสใหญ่ของ San Marco
  • อีกทั้งยังมีแกลอรี่แสดงงานศิลปะ Accademia ที่งดงามและเป็นในแกลอรี่ที่แสดงงานศิลปะยุคเรเนซองส์ที่ดีแห่งหนึ่งของยุโรป

Save on your hotel - www.hotelscombined.com