9/10: The City ย่านนี้การันตีความเก๋า9/10: The City ย่านนี้การันตีความเก๋า
100100

9/10: The City ย่านนี้การันตีความเก๋า

The city อยู่ฝั่งตะวันออกของ London ชั้นใน  ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางความเจริญในสมัยก่อนเพราะเป็นสถานที่ตั้งของท่าเรือทางด้านตะวันออกที่มีการค้ารุ่งเรื่องในอดีต การเดินเล่นในย่าน  The city เหมือนย้อนรอยหน้าประวัติศาสตร์ของ London ตั้งแต่ยุคที่โรมันปกครองผ่าน Museum of London หรือเรื่องราวการสร้างอาณาจักรของปฐมกษัตริย์ของอังกฤษ ผ่าน Tower of London และเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจอื่น ๆ อีกมากมาย

 

         แม้ปัจจุบัน  The city เป็นย่านธุรกิจ เวลาที่เหมาะแก่การเดินเล่นแบบชิว ๆ ก็คือ ช่วงสายหรือช่วงบ่ายของวันธรรมดาควรเลี่ยงหลีกชั่วโมงเร่งด่วนคือเวลาก่อน และหลังเลิกงานนั่นเอง

ส่วนในวันเสาร์ – อาทิตย์  นั้นค่อนข้างจะเงียบเงา และผู้คนบางตาร้านต่างๆ จะปิดบริการ

The City MAP

——————————————————————————————————————————————————————————–

St. Paul’s Cathedral

สถาปนิก:  Sir Christopher Wren
St Paul Catheldral

          THE CITY-St.Paul Catheldral-lovdon-ลอนดอน copy

ความโดดเด่นของโดมสีขาวของมหาวิหาร St. Paul’s Cathedral นั่นใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกจะเป็นรองก็เพียงโดมแห่งวิหารเซนต์ปีเตอร์ในวาติกันเท่านั้น  หลายคนอาจรู้สึกคุ้นตามหาวิหารแห่งนี้เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่เสกสมรสของเจ้าฟ้าชาร์ลส์และเจ้าหญิงไดอาน่า เจ้าหญิงที่เป็นที่รักและจดจำของคนทั้งโลก

.

St Paul’s Cathedral เป็นคริสต์ศาสนสถานระดับมหาวิหารของคริสตจักรแห่งอังกฤษ และเป็นโบสถ์ประจำตำแหน่งบิชอปแห่งลอนดอน สร้างขึ้นเพื่ออุทิศอัครทูตเปาโล  มหาวิหารที่เห็นในปัจจุบันสร้างเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17 และเชื่อกันว่าเป็นมหาวิหารที่ 5 ตั้งแต่สร้างมหาวิหารกันมา   มหาวิหาร St. Paul’s Cathedral มีความสูงถึง 111 เมตร เทียบเท่าตึก 40 ชั้น ซึ่งเคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในลอนดอนจนถึงปี ค.ศ 1962  มหาวิหาร St. Paul’s Cathedral สร้างขึ้นแทนมหาวิหารหลังเดิมในยุคกลางที่พังทลายจากเหตุไฟไหม้ใหญ่ในปี ค.ศ 1666

.

คริสโตเฟอร์ เร็น (Christopher Wren) เป็นสถาปนิกที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ออกแบบมหาวิหารเซนต์พอลใหม่ พร้อมกับวัดอื่นๆ ในกรุงลอนดอนอีกราว 50 โบสถ์ และเมื่อปี ค.ศ. 1668 แบบแรกที่เร็นออกเป็นการสร้างมหาวิหารใหม่บนฐานเดิม แต่แผนนี้ไม่ได้รับการอนุมัติ จึงต้องออกแบบใหม่ทั้งหมดโดย

.

แบบ 2 : ในปี ค.ศ. 1669 ผังที่สองเป็นทรงกากะบาด (Greek cross) ออกแบบราว ค.ศ. 1670-1672 ก็ไม่ได้รับอนุมัติอีกเพราะทรงสมัยใหม่เกินไป  โดยรูปแบบเป็นโดมบนไม้กางเขนแบบกรีก คือมีแขนทั้ง 4 เท่ากัน เนื่องจากงานของเขาส่วนใหญ่จะมาจากรูปทรงเรขาคณิตที่มีความสมมาตร แต่แบบถูกต่อต้านอย่างรุนแรง โดยมีการจัดแสดง Model 1:24 “Great Model” ที่ตั้งแสดงอยู่ในห้องใต้ดินของมหาวิหารในปัจจุบัน

.

แบบ 3: ผังที่ในที่สุดได้รับการ “ยอมรับ” ก็คือผังที่ออกแบบเมื่อ ค.ศ. 1675 เขาจึงเปลี่ยนมาใช้กางเขนแบบลาตินหรือไม้กางเขนที่เราเห็นทั่วไป ประกอบด้วยโดมเล็กมียอดแหลมข้างบน แต่พระเจ้าชาลส์ที่ 2 ทรงอนุญาตให้เร็นแก้ไข “สิ่งตกแต่ง” ได้ เร็นก็เลยถือโอกาสแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปจากแบบเดิมเป็นอันมาก รวมทั้งขยายขนาดโดมให้ใหญ่ขึ้น และเพิ่มหอสองหอทางด้านตะวันตก ตัวอาคารเริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนมิถุนายน โดยมี ทอมัส สตรอง ผู้เป็นหัวหน้าช่างหินของเร็นเป็นผู้วางศิลาฤกษ์เมื่อปี ค.ศ. 1677 แล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1710 ใช้เวลาถึง 35 ปีถึงแล้วเสร็จ
และเมื่อปี ค.ศ 2010 มหาวิหาร St. Paul’s Cathedral เพิ่งมีการเฉลิมฉลองครบ 300 ปี ไปหมาด ๆ

.

>> จากที่นั่งด้านใต้จะเป็นจุดไปสู่บันได 259 ขั้นเพื่อขึ้นไปสู่ Whispering Gallery ซึ่งอยู่บริเวณใต้ฐานโดม ลักษณะเป็นทางเดินวงกลมที่มีการสะท้อนของเสียง ทำให้สามารถได้ยินแม้แต่เสียงกระซิบจากอีกฝั่งของแกลเลอรี่ ซึ่งผนังทั้ง 2 นั้นห่างกันประมาณ 107 ฟุต
>> ให้ขึ้นบันไดต่อไปอีก 119 ขั้น ก็คือ Stone Gallery
>> และขึ้นบันไดต่อไปอีก 152 ขั้น คือบนสุดคือ Golden Gallery ที่ซึ่งจะได้ชมวิวของลอนดอนที่สวยงามบนระดับความสูง 85.4 เมตร ขั้นบันไดทั้งสิ้น 528 ขั้น
>> ส่วนชั้นล่างสุดของมหาวิหาร ( Crypt ) เป็นที่เก็บศพและรูปปั้นรำลึกถึงบุคคลสำคัญ
ในประวัติศาสตร์อังกฤษผู้ซึ่งทำประโยชน์แก่ชาติ อาทิ เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์,
ลอร์ดเนลสัน, เซอร์ลอเรนซ์แห่งอาระเบีย, ดยุคแห่งเวลลิงตัน, เซอร์อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง,
ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล, คริสโตเฟอร์ เร็น เองก็ถูกฝั่งไว้ที่นี่ด้วยอีกด้วย

  ข้อมูล : St. Paul’s Cathedral

  Address: St Paul’s Churchyard, London, EC4M 8AD
  Website: www.stpauls.co.uk
  เวลาทำการ : เปิดวันจันทร์-เสาร์ 08.30-16.00 น. วันอาทิตย์ เปิดสำหรับพิธีทางโบสถ์เท่านั้น
  ถ่ายรูป : ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปภายใน
  ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ ราคา 16.00 ปอนด์ / online 14.50 ปอนด์
                     >> ผู้สูงอายุและนักศึกษา 7.00 ปอนด์ / online 6.00 ปอนด์
                     >> แบบครอบครัว 39.00 ปอนด์ /  online  35.00 ปอนด์
                     >> เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เข้าชมฟรี
                     >> ผู้มีบัตรลอนดอนพาสเข้าชมฟรี
                     >> มีบริการ Audio Guide ชนิดที่เป็น I pad อีกด้วย
  ///การเดินทาง///
  รถไฟใต้ดิน :  St. Paul’s , Cannon Street and Blackfriars
  รถเมล์ : 4, 11, 15, 23, 25, 26, 100, 242.

.

——————————————————————————————————————————————————————————–

Monument

สถาปนิก:  Sir Christopher Wren and Dr. Robert Hooke

.

เสาหินที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เหตุการณ์ Great Fire หรือเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่แห่ง LONDON ในวันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน ปี ค.ศ. 1666 เสามีความสูง 60.6 เมตร เป็นเสาตั้งเดี่ยวที่สูงที่สุดในโลก ความสูงของเสาเท่ากับระยะทางจากรากฐานเสาไปจนถึงร้านขนมปังของโทมัส ฟาร์ริเนอร์ (Thomas Farriner) คนทำขนมปังของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ที่ตั้งอยู่ใน Pudding Lane ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้ทำให้เกิดไฟไหม้ เกิดขึ้นในเวลาที่ลมพัดแรงและไหม้นานถึง 5 วัน บ้านหลายพันหลังถูกไฟไหม้จนไม่เหลือซาก เป็นเหตุให้ชาวลอนดอนถึงแสนคนไม่มีที่อยู่อาศัย นอกจากนี้มหาวิหาร St. Paul’s และโบสถ์อีก 87 แห่ง ก็ถูกไฟไหม้จนหมด
หากต้องการชมทิวทัศน์ด้านบนสุดของอนุสรณ์สถานจะต้องเดินขึ้นบันไดเวียนแคบ ๆ ถึง 311 ขั้น ถ้าใครขึ้นไปถึงจะได้รับประกาศนียบัตรด้วย อย่างไรก็ตามบริเวณด้านบนถูกล้อมด้วยตาข่ายเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายแต่ตาข่ายก็มีขนาดใหญ่พอที่จะสอดกล้องสำหรับถ่ายรูปได้

  ข้อมูล : Monument

  Address: Fish Street Hill, London EC3R 6DB
  Website: www.themonument.info
  เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 09.30-17.30 น.
           >> ปิดช่วงคริสต์มาส 24-26 ธันวาคม
           >> ปิดรับนักท่องเที่ยวเวลา 17.00 น.
  ถ่ายรูป : ได้
  ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 3 ปอนด์
            >> ผู้สูงอายุและนักศึกษา 2 ปอนด์
            >> เด็ก 1.50 ปอนด์
            >> ผู้ถือบัตรลอนดอนพาสเข้าชมฟรี
สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีกระเป๋าขนาดใหญ่ต้องฝากไว้ด้านล่าง

.

  ///การเดินทาง///
  รถไฟใต้ดิน :  Monument ,
                        London Bridge
  รถเมล์ : 17,521,21,43,133,141,48,149

The City--Museum of London-Monument-St-Paul Catheldral-ลอนดอน

Museum of London

พิพิธภัณฑ์ขนาดกะทัดรัดแต่บรรจุของดีไว้เพียบ มีของตั้งแต่ยุค 450,000 ปีก่อนคริสตกาล – ยุคโรมันที่ปกครอง london ,ยุคกลาง,ยุคทิวดอร์ – ปัจจุบัน อย่างเช่น รถม้าพระที่นั่ง มงกุฎของสมเด็จพระราชินีนาถ ชุดกระโปรงสุ่ม หรือ เครื่องแต่งกายยุคคลาสสิก, ลิฟท์แบบอาร์ตเดโค  และอื่น ๆ อีกมากมาย  ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเป็นห้อง ๆ ตั้งแต่ห้อง
>> Before London เป็นเรื่องราวการสำรวจชีวิตผู้คนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
>> จากนั้นเป็นห้อง Roman London ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวโรมันเข้ามาปกครองดินแดนส่วนนี้ มีการจำลองชีวิตของผู้คนในยุคกลาง
>> ส่วนที่เปิดใหม่อยู่ด้านล่างของพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงวิถีชีวิตของชาวลอนดอนในปัจจุบัน และยังมีรถม้าโบราณที่นายกเทศมนตรีใช้นั่งในขบวนแห่ Lord Mayor’s Show (เสาร์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน)

.

.

  ข้อมูล : Museum of London

  Address: 150 London Wall, London EC2Y 5HN
  Website: www.museumoflondon.org.uk
  เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 10.00-18.00 น. ปิดช่วงคริสต์มาส 24-26 ธันวาคม
  ค่าเข้าชม: Free
  ///การเดินทาง///
  รถไฟใต้ดิน :  Barbican, St Paul’s
  รถเมล์ : 4, 8, 25, 56, 100, 25, 172, 242, 521
.
.
——————————————————————————————————————————————————————————–
Tower Bridge

Tower Bridge

สถาปนิก:  ฮอเรซ โจนส์และผู้ช่วย วูลฟ แบร์รี
Tower Bridge

สะพานที่คุ้นตาคนทั่วโลกด้วยรูปลักษณ์แนวเทพนิยายแบบยุคกลาง ตั้งอยู่ข้าง Tower of London สร้างขึ้นเพื่อรองรับความหนาแน่นของการขนส่งในด้านตะวันออกของสะพาน Tower Bridge ใช้เวลาในการสร้าง 8 ปีแล้วเสร็จในปี ค.ศ 1897 ช่วงแรกมีนักออกแบบคิดแบบสะพานกันมามากถึง 50 แบบ ซึ่งบางส่วนของงานออกแบบนั้นได้จัดแสดงไว้ในห้องนิทรรศการด้วยบางส่วน แต่สุดท้ายแบบสะพานสไตล์วิกตอเรียนโกธิกโดยสถาปนิกฮอเรซ โจนส์และผู้ช่วย วูลฟ แบร์รี ก็ได้รับเลือก

เมื่อสร้างเสร็จ  Tower Bridge กลายเป็นสะพานยกเปิด-ปิดได้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยใช้ไอน้ำเป็นพลังงานในการดันปั๊มเพื่อให้โฮดรอลิกยกเปิด-ปิดได้ และใช้มาจนถึงทุกวันนี้ เพียงแต่ในปี ค.ศ 1976 เป็นต้นมา ได้เปลี่ยนมาใช้พลังงานจากน้ำมันและไฟฟ้าแทนไอน้ำ

 

ทางเชื่อมต่อระหว่างหอคอยนั้นเป็นที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์ Engine Rooms และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเรื่องราวความเป็นมา การก่อสร้าง และชมเครื่องจักไอน้ำเครื่องดั้งเดิมพร้อมกับจะได้เห็นทัศนียภาพของลอนดอนได้ชัดเจน โดยมีลิฟท์พาขึ้นไปชมความงดงามด้านบนสะพาน Tower Bridge
.

  ข้อมูล : Tower Bridge

  Address: Exhibition, Tower Bridge Road, London, SE1 2UP
  Website: www.towerbridge.org.uk
  เวลาทำการ : เดือนเมษายน-กันยายน  เปิดทุกวัน 10.00-18.00 น.
 >> เดือนตุลาคม- มีนาคม  09.30-17.30 น.
>> ปิดช่วงคริสต์มาส 24-26 ธันวาคม
  ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่  8.00 ปอนด์, ผู้สูงอายุ : 5.60 ปอนด์, เด็ก 5-15ปี : Free และแบบครอบครัว : 12.50 ปอนด์
  ///การเดินทาง///
  รถไฟใต้ดิน :  Tower Hill, London Bridge 
  รถเมล์ : 15, 42, 78,100, RV1 
.
——————————————————————————————————————————————————————————–

Tower of London

สถาปนิก:  บาทหลวงกันดัลฟ

.

          เรื่องราวของ Tower of London ย้อนหลังไปเกือบพันปี ในปี ค.ศ 1066 เมื่อ พระเจ้าวิลเลียมผู้พิชิต ( William the Conqueror) ผู้ได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรก ได้ทรงสร้างป้อมปราการใหญ่ริมแม่น้ำเทมส์ เพื่อป้องกันข้าศึกที่อาจจะบุกมาทางปากแม่น้ำ ในปี ค.ศ 1097 ป้อมแห่งนี้กลายเป็นพระราชวัง ด้วยมีการสร้างหอคอย White Tower (อาคารสูงกลางลานหญ้าสีเขียว) ขึ้น แม้โบราณอันเก่าแก่นี้จะดูเหมือนอาคารทั่วไป แต่เมื่อเกือบพันปีที่แล้วถือว่านำสมัยมาก เพราะเป็นอาคารที่สูงที่สุดในลอนดอนซึ่งมีความสูงถึง 27 เมตร ในพื้นที่ 18 เอเคอร์

และต่อมาภายหลังกษัตริย์องค์อื่น ๆ ก็ได้สร้างอาคารและป้อมต่าง ๆ เพิ่มเติม รวมทั้งโรงกษาปณ์,ท้องพระคลัง,คลังอาวุธ,พระราชวัง

.

           หอคอยแห่งนี้เป็นเสมือนกำแพงเมืองคอยปกป้องบ้านเมืองและราชวงศ์อังกฤษมาตลอด รวมถึงยังเป็นคุก เป็นฐานที่ตั้งทางทหาร เป็นคลังเก็บอาวุธและลานประหารนักโทษ เปิดให้เข้าชมภายในโดยผ่านทางประตูหน้าเพียงประตูเดียว เมื่อเข้ามาต้องเดินผ่านกำแพงประตูเป็นชั้นๆ เข้าไปเรื่อยๆ ซึ่งอาคารทั้งหมดมีมากถึง 43 อาคาร แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้เพียง 28 อาคารเท่านั้น อาคารที่มีชื่อเสียงที่ควรเข้าชมมีหลายแห่ง เช่น

Tower of London -ลอนดอน

.

Tower of London-ลอนดอน

>> ไวท์ทาวเวอร์ (White Tower)

ส่วนเก่าแก่ที่สุดของหอคอย ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์อาวุธและเสื้อเกราะ มีเสื้อเกราะของพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก White Tower เป็นศูนย์กลางของหอคอยลอนดอนตลอดมา และเป็นที่ตั้งของ St John’s Chapel โถงทำพิธีทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในลอนดอนซึ่งสร้างในปี ค.ศ 1080

>> วอเตอร์ลูบล็อก ( Waterloo Block)

อยู่ถัดจาก White Tower ไปทางทิศเหนือ ภายในเป็นที่เก็บมงกุฎเพชร (The Crown Jewels) รวมถึงมหามงกุฎอิมพีเรียล ( Imperial State Crown) ซึ่งประดับด้วยเพชรเม็ดใหญ่ 105.6 กะรัตชื่อ “โคอินูร์” ซึ่งเดิมถือเป็นอาถรรพ์ที่นำความอัปมงคลให้แก่เจ้าของ อาทิ เจ้าชายชาห์เจฮานผู้สร้างทัชมาฮาลซึ่งเป็นเจ้าของคนแรก ซึ่งตกแต่งด้วยเพชรกว่า 2,868 เม็ด ไข่มุกอีก 273 ชิ้น แซฟฟราย 17 ชิ้น มรกต 11 ชิ้น ทับทิมอีก 5 ชิ้น
คฑาหลวง (Royal Sceptre) โดยยอดคฑาเป็นเพชร 530 กะรัตที่รู้จักกันในนาม Star of Africaหรือเรียกในอีกชื่อว่า “คัลลินัน”  ซึ่งเจียระไนมาจากอัญมณีดั้งเดิมขนาด 3,100 กะรัต ที่ประดับยอดคทาของบรมกษัตริย์ตั้งแต่ปี ค.ศ 1660

>>  ทาวเวอร์กรีน ( Tower Green)

ลานกว้าง ถัดไปด้านข้างเป็นลานประหารชีวิต Scaffold Site ที่ซึ่งเพชฆาตใช้ขวานบั่นศีรษะนักโทษทั้งหมด 7 คน ที่นี่โดยนักโทษที่นำมาประหารที่ในป้อมนั้นเป็นนักโทษที่มีผู้สนับสนุนมาก รวมถึงราชินี 3 พระองค์แห่งอังกฤษคือ เลดี้เจน เกรย์, พระนางแอน โบลีน และพระนางแคทเธอรีนฮาวเวิร์ด พระมเหสีคนที่ 2 และ 8 ของพระเจ้าเฮนรีที่ 8

>> ควีนเฮาส์ ( Queen’s House )

อาคารหลังเล็กๆ ตรงข้ามกับลานประหาร สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 1540 เชื่อว่าเพื่อใช้เป็นที่ประทับของ พระนางแอน โบลีน มารดาของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบทที่ 1 ก่อนโดนประหาร ปัจจุบันเป็นที่พักของผู้ว่าการ Tower of London

>> หอคอยเลือด ( Bloody Tower)

ในปี ค.ศ 1483 เจ้าชายริชาร์ดแห่งกลอสเตอร์  ( Richard of Gloucester) พาหลานชายทั้ง 2 มาขังไว้ ขณะแย่งชิงราชบัลลังก์จากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระองค์ ต่อมามีการพบโครงกระดูกลักษณะเป็นของเด็ก 2 โครง จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นของเจ้าชายทั้ง 2 พระองค์
นอกจากนี้ในหอคอยลอนดอน เคยมีสถานที่ขังสถานที่ขังสัตว์หลายชนิดแต่ต่อมาในปี ค.ศ 1834 สัตว์เกือบทั้งหมดในหอคอยลอนดอนได้ถูกย้ายออกไปอยู่ที่สวนสัตว์ลอนดอน มีเพียงสัตว์ประเภทเดียวที่ยังต้องอยู่ที่นี่คือ กาดำตัวใหญ่ (Revens) 6 ตัว ซึ่งตามตำนานบอกว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงเชื่อว่า หากวันใดอีกาเหล่านี้ไปจากหอคอยจนหมด ระบอบกษัตริย์อังกฤษจะล่มสลายลงทันทีดังนั้นอีกาที่อยู่ที่นี่จึงถูกตัดปีกหนึ่งข้างทุกตัว เพื่อไม่ให้สามารถบินหนีออกไปได้ มีเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลหอคอยลอนดอนเรียกว่า Yeoman Warders หรือ Beefeaters ซึ่งในสมัยที่กษัตริย์ยังทรงประทับอยู่ที่นี่ Yeomen Warders เปรียบเสมือนทหารองครักษ์ แต่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 Tower of London เป็นเสมือนที่คุมขังนักโทษ พวกเขากลายมาเป็นผู้คุมขังนักโทษ ซึ่งในปัจจุบัน หน้าที่ของ Yeomen Warders หรือBeefeaters (ปัจจุบันก็ยังใส่ชุดการ์ดในสมัยทิดอร์อยู่) นอกจากเป็นเสมือนไกค์คอยให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวแล้ว อีกหน้าที่หนึ่งก็คือการดูแลไม่ให้นกกาดำหายไปอีกด้วย
ในทุกคืนเวลา 21.52 น. จะมีประเพณีประจำที่ปฏิบัติมานานกว่า 700 ปี คือ “ The Ceremony of the Keys” หรือพิธีการปิดประตูของ Tower เพื่อความปลอดภัยโดยหัวหน้าของ Yeoman Warders และนำกุญแจไปเก็บไว้ที่ Queen’s House สามารถเข้าชมได้ฟรีโดยต้องจองล่วงหน้าโดยทางจดหมาย  ดูรายละเอียดการสำรองที่website: www.hrp.org.uk/toweroflondon/whatson/ceremonyofthekeys.aspx
และเกือบทั้งหมดของ Yeoman Warders พักอาศัยอยู่ในหอคอยลอนดอนกับครอบครัว

TIP.

-   การเข้าชม ควรซื้อตั๋วล่วงหน้าออนไลน์ได้ในราคาพิเศษ และควรเข้าชมในวันธรรมดาเพราะในวันหยุดคนเยอะมาก
-   อีกาที่หอคอยแห่งลอนดอนไม่คอยจะเป็นมิตรนัก อย่าเข้าไปใกล้มัน ไม่งั้นคุณอาจได้ของฝากกลับมาก็ได้
-   ผู้ที่ถูกคุมขังคนสุดท้ายคือ รูดอล์ฟ เฮสส์ (Rudolf Hess) ผู้นำนาซีเยอรมันที่เข้ามาปฏิบัติการในอังกฤษและถูกจับในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ 1941

  ข้อมูล : Tower of London

  Address: The Tower of London , London, England  EC3N 4AB 
  Website: www.hrp.org.uk/TowerOfLondon
  เวลาทำการ : เดือนมีนาคม-ตุลาคม เปิดวันอังคาร-เสาร์ 09.00-18.00 น.
วันอาทิตย์-จันทร์ 10.00-18.00 น.
             >> เดือนพฤศจิกายน-กุมพาพันธ์  เปิดวันอังคาร – เสาร์ 09.00-17.00 น. วันอาทิตย์-จันทร์ 10.00-17.00 น.
             >> ปิดประจำปีวันที่ 24-26 ธันวาคม และ 1 มกราคมของทุกปี
  ถ่ายรูป : ได้
  ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 21.45 ปอนด์ แบบกลุ่ม 17.55ปอนด์
              >> ผู้สูงอายุและนักศึกษา 18.15 ปอนด์ แบบกลุ่ม 14.85 ปอนด์
              >> เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี 10.75ปอนด์ แบบกลุ่ม 8.78 ปอนด์
              >> แบบครอบครัว 57.20 ปอนด์
               >> และผู้ถือบัตรลอนดอนพาสเข้าชมฟรี
  ///การเดินทาง///
  รถไฟใต้ดิน :  Tower Hill
  รถเมล์ : 15, 42, 78, 100, RV1 ลงป้าย Tower Hill
.
——————————————————————————————————————————————————————————–

ตลาด Smithfeild Market และ โบสถ์ St. Bartholomew-the-Great

ตลาด Smithfeild Market และ โบสถ์ St. Bartholomew-the-Great

นอกจาก Tower of London  จุดนี้นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่ยังพอหลงเหลือสภาพชีวิตของผู้คนในยุคกลางให้เราพอได้เห็นแม้ปัจจุบัน ตลาด Smithfeild Market จะเปลี่ยนเป็นตลาดขายส่งเนื้อที่นำสมัย
แต่ก็ตั้งอยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยยุคกลางเดินเข้าไปในตลาดจะเห็นป้ายที่บอกเล่าความเป็นมาของตลาดว่าเคยเป็นจุดที่ผู้คนถูกนำมาเผาและประหารมากมายในช่วงการปกครองของสมเด็จพระราชินีนาถแมรีที่ 1 ซึ่งมีสมญานามว่า “แมรีผู้กระหายเลือด”( Bloody Mary)  ที่สำคัญยังเป็นสถานที่ที่ วิลเลียม วอลเลซ ( Brave Heart) ผู้ต่อสู้เพื่ออิสภาพของชาวสก๊อตแลนด์ได้ถูกรถม้าลากมาจาก Tower of London และนำมาประหารที่ตลาด Smithfeild Market แห่งนี้ จากนั้นก็นำหัวไปเสียบประจานที่สะพานลอนดอน (London Bridge) ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ 1305 หรือเมื่อประมาณ 700 ปีที่แล้ว
.

  ข้อมูล : ตลาด Smithfield Market

  Address: 225 Central Markets, London EC1A 9LH
  Website: www.smithfieldmarket.com
  เวลาทำการ : ตลาดเปิดวันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่ 3.00 น. ปิดวันเสาร์-อาทิตย์ และปิดทุกวันหยุดของธนาคาร
  ถ่ายรูป : ได้
  ///การเดินทาง///
รถไฟใต้ดิน :  Farringdon and Barbican

.

โบสถ์ St. Bartholomew-the-Great

          โบสถ์ St. Bartholomew-the-Great นั้นซ่อนอยู่ด้านหลังซุ้มประตูทิวดอร์ที่หลงเหลือมาตั้งแต่ ค.ศ ที่ 13 นับเป็นโบสถ์ที่เก่าแก่ที่สุดในลอนดอน สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ 1123 โดยพระเจ้าเฮนรีที่ 1 ภายในโบสถ์ยังคงบรรยากาศแบบยุคกลาง และเป็นสถานที่ถ่ายหนังอย่าง Shakespeare in Love
ณ. บริเวณทางเข้าจะมีแผ่นป้ายของบุคคลสำคัญผู้ถูกประหารที่นี่ซึ่งรวมทั้ง วิลเลียม วอลเลซ ด้วย ซึ่งแผ่นป้ายของเขายังมีผู้คนนำดอกไม้มาวางเป็นประจำจนถึงทุกวันนี้
.

>> บริเวณด้านข้างโบสถ์มีร้านกาแฟบรรยากาศแสนโรแมนติกเปิดให้บริการอยู่ ด้วยเก้าอี้สีแดงตัดกับผนังโค้งของเพดานโค้ง เหมือนทำให้เวลาของคุณหยุดลงและนั่งลงดื่มด่ำกับความหอมของกาแฟและบรรยากาศ

.

  ข้อมูล : โบสถ์ St. Bartholomew-the-Great

  Address: W Smithfield, London EC1A 9DS
  Website: www.greatstbarts.com
  เวลาทำการ : วันจันทร์-อังคาร 8.30-17.00 น., วันพุธ-วันศุกร์ 8.30-21.30 น.,
วันเสาร์ 10.30- 16.00 น.และวันอาทิตย์ 8.30-20.00 น.
  ถ่ายรูป : เสีย 1.00 ปอนด์
  ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 4.00 ปอนด์,
                        ผู้สูงอายุ 3.50 ปอนด์
                        นักศึกษา 3.00 ปอนด์
                        แบบครอบครัว 10.00 ปอนด์
                       //แต่รอบนอกและสวนชมฟรี
  ///การเดินทาง///
  รถไฟใต้ดิน :  Barbican
.
——————————————————————————————————————————————————————————–

Leadenhall Market - 30 St.Mary AXE-ลอนดอน

Guildhall & Guildhall Art Gallery

Guildhall หรือ ศาลากลางเทศบาลนครลอนดอน สถาปัตยกรรมแบบโกธิกเป็นที่ว่าการของเขต City สร้างใน ค.ศ 1411 มีห้องใต้ดินสมัยกลางที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ ตัวอาคารถูกบูรณะอยู่หลายครั้งไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายในศาลากลางมี Great Hall ห้องโถงใหญ่อันมีชื่อเสียงตกแต่งด้วยธงของสมาคมการค้า 12 แห่งและตราเครื่องหมายของสมาคมช่างฝีมือทั้ง 92 สมาคม อีกทั้งพิพิธภัณฑ์นาฬิกา ที่สะสมไว้เกือบหนึ่งพันเรือน
ส่วน Guildhall Art Gallery  สร้างในปี ค.ศ 1885 แต่ต้องปิดไปเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากโดนระเบิดถล่มจนเสียจนเสียหายหมด เพิ่งเปิดอีกครั้งใน ค.ศ 1999 ผลงานจัดแสดงที่น่าสนใจ ได้แก่ ภาพเขียนสมัยวิกตอเรียภาพเขียนเรื่องราวสถานที่ในสนใจ ได้แก่ ภาพวาดสมัยวิกตอเรียภาพเขียนเรื่องราวสถานที่ในลอนดอน ทั้งหมดประมาณ 250 ชิ้น เข้าชมฟรี นอกจากนั้นยังมีนิทรรศการที่จัดแสดงหมุนเวียนกันไปตลอดทั้งปี

  ข้อมูล : Guildhall & Guildhall Art Gallery

  Address: London EC2V 5AE​
  Website: www.cityoflondon.gov.uk
  เวลาทำการ : วันจันทร์-เสาร์ 10.00 – 17.00 น., วันอาทิตย์ 12.00 – 16.00 น.
  ค่าเข้าชม: // Guildhall : Free
                        // Guildhall Art Gallery : ผู้ใหญ่ 2.50 ปอนด์ เด็ก 1 ปอนด์ หลังเวลา 15.30 เข้าชมฟรี
  ///การเดินทาง///
  รถไฟใต้ดิน :  Bank, St Paul’s
  รถเมล์ : 242, 25, 8 and 501 (alight in Cheapside)
>> สาย 11,15, 23 and 26 ลงที่ Queen Victoria Street
>> สาย 43, 76, 133, 141, 214, 271 ลงที่ Moorgate
>> สาย 172 ลงที่ London Wall
.

Bank of England

สถาปนิก: เซอร์จอห์น โซน
ตึก Bank of England มีอีกชื่อว่า old lady of Threadneedle Street เดิมเป็นตึกสไตล์นีโอคลาสสิกในยุคจอร์เจียน โดยเซอร์จอห์น โซน ซึ่งเป็นสถาปนิกมีชื่อเสียงในยุคจอร์เจียน (ค.ศ 1714-1830 ก่อนยุควิกตอเรียVictorian era) ที่เรียกว่ายุคจอร์เจียนเพราะปกครอกด้วยกษัตริย์ที่มีพระนามว่า “จอร์จ” ตั้งแต่พระเจ้าจอร์จที่ 1-4 ยุคจอร์เจียนเป็นยุคที่เริ่มมีการพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้า และในช่วงนั้นลอนดอนกลายเป็นศูนย์กลางการธนาคารและธุรกิจ ต่อมาตัวตึกได้เปลี่ยนโฉมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมโดยเซอร์เฮอร์ เบเกอร์ ( Sir Herbert Baker) แต่ก็ถือว่าเป็นตึกที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน
Bank of England หรือธนาคารกลางของอังกฤษ  เปิดทำการครั้งแรกในปี ค.ศ 1694 เพราะประเทศต้องการเงินเพื่อสร้างเสริมกองทัพให้แข็งแรงด้วยขณะนั้นฝรั่งเศสมีกองทัพเรือที่เข้มแข็ง ธนาคารแห่งนี้สามารถหาเงินได้ถึง 1.2 ล้านปอนด์ภายใน 12 วัน โดยครึ่งหนึ่งของเงินใช้ไปกับกองทัพเรือ  จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมอังกฤษถึงสามารถมีประเทศในอาณานิคมมากมายในยุคต่อมา
พิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมแห่งนี้เข้าชมฟรีและมีเกมให้เล่นเยอะแยะ คนเล่นต้องมีทักษะภาษาที่ดี เพราะหลายเกมเป็นการตอบโต้เป็นภาษาอังกฤษกับคอมพิวเตอร์ จุดเด่นของที่นี่คือการยกทองแท่งมูลค่า 5 ล้านบาท ใครผ่านไปมามีเวลาลองแวะเข้าชม แถวไม่ยาวและใช้เวลาไม่นานเลย
.

  ข้อมูล : Bank of England Museum

  Address: Threadneedle Street,London EC2R 8AH
  Website: www.bankofengland.co.uk
  เวลาทำการ : เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00 -17.00 น.ปิดประจำปีวันที่ 24-26 ธันวาคม ,1 มกราคมของทุกปี และวันหยุดตามธนาคาร
  ค่าเข้าชม: Free  
 >> Audio Guide ราคาคนละ 1 ปอนด์
  ///การเดินทาง///
  รถไฟใต้ดิน :  Monument, Cannon Street, Mansion House
  รถเมล์ : 8, 11, 21, 23, 25, 26, 43, 47, 48, 76, 133, 141, 149 and 242 ลงที่ Threadneedle Street.
.

Leadenhall Market

บริเวณที่ตั้งของตลาด Leadenhall Market เดิมเป็นตลาดมาตั้งแต่ยุคโรมันปกครองอังกฤษ แต่บางช่วงก็ถูกปล่อยร้างและยุคกลางก็กลับมาเป็นที่พบปะของพ่อค้าอีก จนเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1666  บางส่วนของตลาดถูกไฟไหม้ ทำให้มีการซ่อมแซมครั้งใหญ่ โดยทำหลังคาคลุมตลาด แต่หลังคาโค้งที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างขึ้นในปี 1881 โดยฝีมือของเซอร์ฮอเรซ โจนส์ (Sir Horace Jones) ผู้ซึ่งออกแบบตลาด Smithfild และสะพาน Tower Bridge เขาได้ใส่โครงเหล็กและกระจกเข้าไปตามสไตล์วิกตอเรีย ตลาดนี้โด่งดังเนื่องจากเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter ตอน Harry Potter and the Philosopher’s Stone

  ข้อมูล : Leadenhall Market

  Address: 1a, Leadenhall Market, Gracechurch St, London EC3V 1LR
  Website: www.cityoflondon.gov.uk
  เวลาทำการ : เปิดทุกวัน แต่ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดบริการเฉพาะวันธรรมดา 7.00-20.00 น.
  ถ่ายรูป : ได้
  ///การเดินทาง///
  รถไฟใต้ดิน :  Monument , Bank , Aldgate
  รถเมล์ : 25

.

30 St.Mary AXE

สถาปนิก:  Norman Foster
.
ตั้งอยู่บนถนน St.Mary Axe  ตั้งอยู่เลขที่ 30 จึงมีชื่อว่า 30 St.Mary Axe  ตึกนี้สร้างขึ้นแทนตึก Baltic Exchange ซึ่งถูกระเบิดจาการวินาศกรรมของกลุ่ม IRA ในปี ค.ศ 1992 โดยฝีมือของ ลอร์ดฟอสเตอร์ (Loed Foster) แล้วเสร็จในปี ค.ศ 2004 ซึ่งเปลี่ยนภูมิทัศน์ของลอนดอนให้เป็นเมืองนำสมัยไปเลย
ตึกหัวกระสุนนั้นปรากฏในภาพยนต์หลายเรื่อง
.

  ข้อมูล : 30 St.Mary AXE

  Address: 30 St Mary Axe, London, EC3A 8EP
  Website: www.30stmaryaxe.info
  ///การเดินทาง///
  รถไฟใต้ดิน :  :  Liverpool Street, Aldgate
  รถเมล์ : : 8, 25, 35, 42, 47, 48,100, 149, 205, 242, 344, 388.
——————————————————————————————————————————————————————————–

The city

 

 

 

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

Save on your hotel - www.hotelscombined.com

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….